ทัวร์ยกแก๊งค์ @ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม (16-19 สิงหาคม 2555)


สวัสดีค่ะ วันนี้อุ๊จะพาเพื่อนๆ ไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และดื่มด่ำกับธรรมชาติ มรดกโลกอันล้ำค่า ณ ฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 16-19 สิงหาคม 2555 อุ๊และเพื่อนๆ ทั้งหมด 9 คน ก็ได้ไปเที่ยวที่ฮานอยกัน เราบินจาก ภูเก็ต ไป กทม. วันที่ 15 สิงหาคม ไปถึง กทม. 22.20 น. และค้างคืนที่โรงแรมคอนวีเนียน รีสอร์ท ซึ่งอยู่ใกล้สนามบินเพียง 5 นาที พร้อมบริการฟรีรถรับส่งสนามบินสุวรรณภูมิ

วันที่ 16 สิงหาคม 2555: City tour

นอนพักผ่อนได้ 3 ชั่วโมงก็ต้องรีบลุกขึ้น อาบน้ำแต่งตัวเดินทางไปถึงสนามบินประมาณ 04.40 น. รอขึ้นเครื่องกทม. – ฮานอย ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย FD 3700 เวลา 06.45 น. และถึงสนามบินนอยไบ กรุงฮานอย 08.35 น.

กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี เดินทางข้ามแม่น้ำแดง แม่น้ำสายลอยฟ้าที่อยู่สูงกว่าตัวเมือง เราจะเห็นสะพานเหล็กแห่งแรกของเวียดนาม ที่ออกแบบโดยสถาปนิคหอไอเฟลของฝรั่งเศส ปัจจุบันใช้เฉพาะรถไฟเท่านั้น กรุงฮานอยในอดีตได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดในเอเชีย เรียกกันว่า “Little Paris”  เป็นเมืองหลวงที่ได้รับการวางผังเมืองไว้อย่างดี มีทะเลสาบ และแม่น้ำล้อมรอบเมือง เฉพาะกรุงฮานอยมีทะเลสาบมากว่า 12 แห่ง จึงได้ชื่อว่า City of Lakes มีถนนหนทางที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial)  ที่งดงามโดดเด่นมากกว่าเมืองใด ๆ ในอินโดจีน ปัจจุบัน ฮานอยยังเหลือรอยอดีตความรุ่งโรจน์ ให้นักเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์เมืองหลวงแห่งนี้

และแล้วเราก็มาถึงที่พักของเรา Hanoi Amanda Hotel ซึ่งอยู่ในย่าน Old Quarter เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางฮานอย ทำเลดี ใกล้ตลาด night market ทริปนี้เราเดินทางเป็นหมู่คณะ 9 คน เลยติดต่อโรงแรมทางอีเมล์ จองรถรับส่ง และทัวร์ 3 วัน 3 โปรแกรมทัวร์ ค่ะ ราคา ทัวร์ละ 35 ดอลล่าร์ ต่อคน ต่อทัวร์ check in เสร็จ เวลา 10.30 น. เราก็เริ่ม ซิตี้ ทัวร์ กันเลย

ที่แรกที่เราไปคือ เจดีย์เตริ่น กว็อก Tran Quoc Pagoda ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบตะวันตก West Lake เป็นหนึ่งในเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของเวียดนาม มีแผ่นหินจารึก อายุตั้งแต่ปีค.ศ. 1639 บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเจดีย์นี้

จากนั้น เราก็ไปที่ Quan Thanh Temple เป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งในฮานอย

ต่อมา ไกด์ก็พาเราไปชมวัดเจดีย์เสาเดียว One Pillar Pagoda ที่มีอายุกว่า 400 ปี เป็นเจดีย์ไม้ที่มีความงดงามมาก ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัวเป็นที่เคารพสักการะของชาวเวียดนามมาแต่โบราณ

ถัดมา เราก็ไปถ่ายรูปที่พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ สถานที่แสดงประวัติการเดินทางของลุงโฮ ในการศึกษาหาความรู้เพื่อกอบกู้ชาติ ภายในอาคาร มีการจัดแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ จัดแสดงงานศิลปะ และภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อดีตประธานาธิบดีฯ เคยทำเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งมีห้องจัดนิทรรศการ ห้องสมุด ห้องวิจัย และห้องประชุม

เดินเที่ยวกันเกือบสองชั่วโมงก็ได้เวลาอาหารกลางวัน มื้อแรกจัดไก่ผัดขิงราดข้าว สั่งอาหารที่คุ้มเคย เพื่อความปลอดภัยของท้องไส้ 55+

หลังจากทานข้าวกันอิ่มแล้ว เราก็ไปชม วัดแห่งวรรณกรรม Temple of Literature วัดโบราณ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับร้อยปี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก และเป็นสถานที่ใช้สอบจองหงวนในสมัยโบราณ ภายในวัดประกอบด้วยป้ายหินประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านเป็น จองหงวน และมี ศาลเทพเจ้าขงจื้อ และสานุศิษย์ ปัจจุบัน เป็นวัดที่นักเรียนนักศึกษาเวียดนามมาขอพรในการสอบ

จากนั้น แวะไปชมพิพิธภัณฑ์ชนชาติของชาวเวียดนาม Ethnology Museum in Hanoi

เรียนรู้เรื่องราว วิถีชีวิต ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรมของชาวเวียดนามมาพอสมควร เราก็ไปเยือนหมู่บ้านทอผ้าไหม Van Phuc Traditional silk village ราคาไม่แพงอย่างที่คิด ทุกคนก็เลยซื้อเป็นของฝากกัน

และที่สุดท้ายสำหรับซิตี้ทัวร์ ในวันนี้ คือ หมู่บ้านบัท ตรัง Bat Trang village เป็นหมู่บ้านที่ทำเซรามิค ราคาแพงมาก เลยไม่มีใครได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย

จากนั้น ก็เดินทางกลับฮานอย มาถึงโรงแรมประมาณ 6 โมงเย็น เราก็ไปหาอาหารเย็นทานกัน ย่านที่เราพักเป็นย่าน Old Quarter ใจกลางเมือง เป็นแหล่งช้อปปิ้ง คืนนี้เลยจัดช้อปกันเบาๆ ก่อน และก็จองตั๋วดูโชว์หุ่นกระบอกน้ำในวันถัดมา เพราะรอบสองทุ่ม บัตรขายหมดแล้ว

คืนนี้  ฝนตกหนักมาก เพราะ พายุจากประเทศจีน แต่ยังไง ก็นอนหลับสบายทั้งคืน อิอิ..

วันที่ 17 สิงหาคม 2555 : Hoa Lu Tam Coc หรือ ฮาลองบก    

ตอนเช้าเราก็รับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม อาหารก็อร่อยดีค่ะ

ได้เวลาเที่ยวอีกแล้ว 08.30 น. เราเดินทางไปที่เมือง นิงห์ บิงห์ ทางใต้ของฮานอย เมืองชนบทและขุนเขา เป็นเมืองเล็กๆ ที่ยังเห็นวิถีชีวิตชนิดใกล้ชิดธรรมชาติ ใช้เวลาเดินทาง 02.30 ชม. ระหว่างทางราก็แวะที่ร้านกิ๊ฟช้อป ขายงานศิลปะ ราคาค่อนข้างแพง เราเลยถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกกัน

มาถึงเมืองนิงห์ บิงห์ แล้ว เราก็เข้าไปชมวัดเก่า 3 วัด คือ “วัดดิงห์เตียนฮว่าง” (Dinh Dynastic Temple) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นให้กษัตริย์ 3 พระองค์ และ “วัดเลฮวาน” (Le Dynastic Temple) ที่สร้างขึ้นให้กับมเหสี

เราแวะทานอาหารบุฟเฟ่ต์กันที่ จุด Tam Coc อาหารก็พอทานได้ ค่ะ

จากนั้น ล่องเรือชม Tam Coc หรือ ถ้ำ 3 แห่ง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น ฮาลองบก (Halong Bay on land) ถ้ำลอด 3 แห่ง นี้ชาวเวียดนามเชื่อว่า เป็นการลอดท้องมังกรเพื่อความเป็นสิริมงคล ถ้าเป็นช่วงฤดูข้าว สองข้างทางจะเต็มไปด้วยนาข้าวเขียวขจี หรือถ้าเป็นช่วงที่ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว ต้นข้าวก็จะเหลืองอร่ามไปทั่วท้องน้ำ ที่นี่มีคนพายเรือให้ค่ะ ใช้เวลาพายเรือ 1 ชั่วโมง 45 นาที ระยะทาง 3 กม. ในตอนขากลับคนพายเรือก็จะขายสินค้า ของที่ระลึก สังเกตุได้เลย เขาจะเอาลังสินค้าไปกับเรือ สินค้าก็จะเป็นพวกเสื้อ กระเป๋า ผ้าปูโต๊ะ ผ้าปัก เป็นต้น เราก็ต้องต่อราคาเยอะๆ ระหว่างทางจะมีเรือขายขนม เครื่องดื่ม และตากล้อง ขายรูปในราคา 5 รูป 100 บาท ต้องต่อรองราคาดีๆ เพราะจะได้ราคาถูกกว่านี้ ตอนแรกเราก็ตกลงถ่าย 1 เซ็ท แต่พอกลับถึงฝั่งเขาก็ล้างมาให้ 15 รูป คิดราคา 500 บาท อุ๊ก็ไม่ยอม ต่อราคาจนได้ 7 ดอลล่าห์ สองร้อยยี่สิบกว่าบาท ก็ถือว่าโอเค เพราะรูปสวยดี และมีชื่อสถานที่กำกับด้วย หลังจากล่องเรือเสร็จแล้วก็ยังมีเวลาเหลือ สำหรับคนที่จะปั่นจักรยานเที่ยวรอบๆ บริเวณนั้น ก็สามารถเช่าจักรยานได้ คนละ 3 ดอลล่าห์ แต่เราไม่อยากปั่นจักรยานเพราะแดดร้อน และมีฝนด้วย เลยนั่งพักผ่อนกัน เวลา 16.30 น. ก็เดินทางกลับ ถึงฮานอย 1 ทุ่ม

เราก็ไปดูโชว์หุ่นกระบอกน้ำรอบสองทุ่ม ค่าบัตรคนละ 60,000 ดอง หรือประมาณ 92 บาท โชว์ 1 ชั่วโมง สนุกดีค่ะ เสร็จแล้วก็ไปหาข้าวกินกัน มื้อนี้ทานกันที่ร้านอาหารหรู 9 คน ค่าอาหาร 1.5 ล้าน ประมาณ 2,300 บาท ก็ แพงพอสมควร ทานข้าวเสร็จก็ช้อปของฝากกันต่อ และแยกย้ายกันพักผ่อนกันอีกคืน

วันที่ 18 สิงหาคม 2555 : Mai Chau เมืองหุบเขา

เช้านี้ยังมีฝนตกอยู่นิดหน่อย จากโปรแกรมเดิมเราต้องไปล่องฮาลองเบย์ แต่ด้วยมรสุมจากจีน เราเลยต้องเปลี่ยนโปรแกรมไปเที่ยวเมืองเหมยโจ เมืองหุบเขาแทน รับประทานอาหารเช้า เสร็จ เจ็ดโมงกว่าก็ไปถ่ายรูปที่ทะเลสาบคืนดาบก่อน ถึงแม้จะมีฝนก็ตาม แต่ที่นี่เป็นสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง

08.30 น. ก็ออกเดินทางด้วยระยะทาง 150 กม. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง เส้นทางค่อยข้างลำบาก ขึ้นเขาหลายลูก เส้นทางเหมือนไปเชียงใหม่ หรือ ปาย แต่ที่นี่ถนนจะลำบากกว่า จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เขาจะแวะเบรค ระหว่างทางให้เราเข้าห้องน้ำ หรือทานขนม เครื่องดื่ม ห้องน้ำที่นี่ค่อนข้างแย่ แต่ก็ต้องทน เพราะ ห้องน้ำไม่สะดวกเหมือนบ้านเรา บ้านเราสามารถแวะปั้มน้ำมันได้ แต่ที่นี่ปั้มน้ำมันไม่มีห้องน้ำ ห้องน้ำหายากมากค่ะ

ระหว่างทาง เราก็แวะถ่ายรูปวิวภูเขา หมอก ไร่นา เป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจจริงๆ ค่ะ ทำให้คิดถึงเชียงใหม่ บรรยากาศคล้ายๆ กัน

ไปถึงหมู่บ้านชาวเขา ก็แวะทานอาหาร อาหารอร่อยดี จากนั้น ก็ไปปั่นจักรยานรอบๆ หมู่บ้าน ซื้อของที่ระลึก พวกผ้าพันคอถักงานฝีมือ ราคาถูก แต่ต้องต่อรองราคาเยอะๆ ค่ะ มีกระเป๋า เสื้อผ้า ของเล่น และมีการแสดงจากชาวเขาด้วย

เวลาประมาณ 15.30 ก็ได้เวลากลับ และถึงฮานอยประมาณ 1 ทุ่ม คืนนี้ เป็นคืนสุดท้ายที่ฮานอย เราจึงไปเดินตลาด night market ซึ่งเดินไป 2-3 นาที ก็ถึงแล้ว เราก็จัดการช้อปกันกระจาย หมดกระเป๋ากันเลยทีเดียว ตลาดนัดนี้มี วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สินค้ามีหลากหลาย เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของที่ระลึก อาหาร ราคาถูกมาก ระยะทางเดินช้อปหลายกิโลเมตร เดินกันเพลิน และเหนื่อยกันพอสมควร คืนนี้เราทานอาหารดึกกันที่ร้านอาหารไทย Thai express restaurant อร่อย และไม่แพงมาก 7 คน หมดไป 1.2 ล้านดอง  ทานเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม เก็บกระเป๋า เตรียมตัวกลับเมืองไทย

วันที่ 19 สิงหาคม 2555 : วันสุดท้ายที่ฮานอย

หกโมงเช้าก็ได้เวลาเดินทางไปสนามบิน ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง เที่ยวบิน 09.00 น. ถึง กทม. 11.00 น.

ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะเดินทางกลับภูเก็ต แวะไปเที่ยวห้าง Mega Bangna ก่อน จึงต่อเที่ยวบินจากกทม. เวลา 19.00 น. ถึงภูเก็ต 20.20 น.

การเดินทางแบบหมู่คณะคราวนี้ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ กับการเดินทางที่น่าตื่นเต้น

สิ่งที่น่าประทับใจคือ ธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงาม แปลกตา สินค้าราคาถูก  และค่าครองชีพที่ถูกกว่าบ้านเรา อาหารก็ดีพอสมควร

ทุกเมืองมีเอกลักษณ์ ทั้งดี และด้อย ด้วยการจราจรในเมืองนี้แย่มาก เพราะเมืองนี้มีมอเตอร์ไซด์กว่า 6 ล้านคัน และรถยนต์อีกมากมาย ในเมืองแทบไม่ค่อยมีสัญญาณไฟจาราจร ผู้คนขับรถไม่เป็นระเบียบ เสียงแตรดังน่ารำคาญมาก การข้ามถนนที่ต้องใช้ความกล้า ความเร็ว และฝีเท้าอันว่องไว ผู้คนก็ไม่ได้เป็นมิตรเหมือนบ้านเรา โดยเฉพาะในสนามบิน ตม. บริการแย่มาก แตกต่างกับพนักงานโรงแรมที่เราพัก ยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี คอยช่วยเหลือตลอด

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ไม่แพง ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก เสียดายที่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากภูเก็ต เลยต้องเสียค่าเครื่องบิน 4 เที่ยว ภูเก็ต-กทม.-ฮานอย สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้คนละ 16,500 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัว หากไปแบบลุยๆ ก็สามารถประหยัดได้อีกค่ะ ควรแลกเงินบาทเป็น USD แล้วไปแลกเป็นเงินดองที่ธนาคารที่ฮานอย ราคาแบ๊งค์ USD 50 จะได้ราคา USD 1 = 20,800 ดอง

เงินไทยก็ 1 บาท = 650 ดอง (16 ส.ค.55) ที่ฮานอย จ่ายได้ ทั้ง เงินบาท ดอง ดอลล่าร์ ไม่ต้องแลกเป็นดองมากก็ได้ค่ะ เผื่อจ่ายไม่หมด เพราะเขาจะชอบเงินไทย กับดอลล่าร์มากกว่า ต้องต่อรองราคาให้มาก เข้าไปซื้อของที่ละหลายๆ คน และเขาก็จะมึนงง เราก็จะได้สินค้าราคาถูกพร้อมของแถมอีกมากมาย 55+

หวังว่า หลายๆ คนคงจะได้รับประโยชน์จากบันทึกการเดินทางครั้งนี้ และหากใครอยากมีประสบการณ์แบบนี้ก็ลองไปเที่ยวกันบ้างก็สนุกไปอีกแบบนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s