แบ็คแพ็คเที่ยวโอซาก้า นารา เกียวโต 6 วัน 4 คืน วันที่ 2 ตุลาคม 2559


แบ็คแพ็คเที่ยวโอซาก้า นารา เกียวโต 6 วัน 4 คืน วันที่ 2 ตุลาคม 2559

Kyoto Day 1

1475414679369

วันนี้ ตื่น หกโมงกว่าๆ ทั้งๆ ที่ยังอยากพักผ่อน แต่ก็ต้องลุกขึ้นมา เพื่อจะได้ใช้เวลาเที่ยวให้คุ้มที่สุด อาบน้ำแต่งตัว ไปทานอาหารเช้าของโรงแรม จะมีชา กาแฟ น้ำส้มคั้น ขนมปัง ไข่ต้ม มันบด กินได้ไม่อั้น ห้องอาหารเปิด 06.30 – 09.30 น. มันบดอร่อยดี ทานอาหารเสร็จออกจากโรงแรม ราว แปดโมงเช้า

วันนี้ เราไปเที่ยวเมืองเกียวโต ที่แรกที่จะไปคือ ป่าไผ่ Arashiyama การเดินทางจากโอซาก้า… เดินไปขึ้นรถไฟ Namba Subway ไปลงที่ Umeda Subway (240 yen)ซื้อตั๋วรถไฟ Hankyu สาย Kyoto Line for Kawaramachi ไปลงที่สถานี Katsura เปลี่ยนขบวนเป็น Hankyu Arashiyama Line for Arashiyama ไปลงที่สถานี Arashiyama (400 yen)

18-10-2016-9-14-23-am

ออกจากรถไฟ ก็จะเห็นป้าย Arashiyama มีร้านค้ามากมาย แล้วก็เดินต่อไปยังสะพานโทเง็ตสึเคียว Togetsukyo ข้ามสะพานไป ก็จะเห็นเป็นเมืองเล็กๆ มีร้านค้า ขายของกิน ขนม ของที่ระลึกมากมาย เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอป่าไผ่สวยงามมากมาย หามุม ถ่ายรูปได้เลย แต่หายากมาก เพราะคนเยอะมาก จนหามุมสวยไม่ได้ ระหว่างทางไปป่าไผ่ จะผ่าน ศาลเจ้าโนโนมิยะ Nonomiya เข้าชมได้ฟรี

มีรถไฟสายโรแมนติค Sagano Romantic train เป็นรถไฟเก่าสำหรับนั่งชมวิว หน้าต่างเปิดโล่ง จะวิ่งชั่วโมงละขบวนเท่านั้น โดยจะวิ่งในเวลา 09:07 – 16:07 น. ค่าโดยสาร 620 เยน ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ระยะทาง 7 กิโลเมตร ไปสุดสายที่ Torokko Kameoka Station ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานี JR Umahori แต่เราไม่ได้นั่ง เพราะต้องรีบไปเที่ยวที่อื่นต่อ

img_20161011_9

มารอรถไฟ JR เราจะไปต่อกันที่ วัดทอง Kinkakuji temple การเดินทาง นั่งรถไฟ JR Sagano line จาก SAGAARASHIYAMA ไปลงที่ JR Emmachi station (190 yen)

untitled

เมื่อออกจากสถานี JR Emmachi เราต้องข้ามถนนแล้วเดินตรงไปทางขวาจนกระทั่งถึงสี่แยก เราจะเห็นป้ายรถเมล์อยู่ทางซ้ายมือ รถเมล์ที่ผ่านวัด Kinkaku-ji จะเป็นสาย 204 และสาย 205 พอลงจากรถเมล์เราต้องเดินย้อนไปทางซ้าย (ถ้าหันหลังให้ถนน) จะเจอถนนเส้นหลักตรงกับทางเข้าวัดพอดี ค่ารถเมล์ คนละ 230 เยน พอมาถึงวัดทอง เราก็ไปทานมื้อเที่ยงกันก่อน ค่ะ มีแรงเดินต่อแล้วเข้าไป Kinkakuji วัดทอง กันเลย ค่าเข้าชม 400 เยน เปิดตั้งแต่ 09.00 – 17.00 ทุกวันไม่มีวันหยุด นักท่องเที่ยวเยอะเหมือนเดิม เหมือนกันทุกที่ รีบหามุมถ่ายรูป

วัดคินคะคุจิ(Kinkakuji)หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าวัดทอง เนื่องจากที่วัดนี้จะมีอาคารหลักเป็นสีทองเกือบทั้งหลังตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ ทำให้เเกิดเป็นเงาสะท้อนกับพื้นน้ำเบื้องหน้า จนเกิดเป็นภาพที่สวยงามกลายเป็นอีกสัญญลักษณ์หนึ่งของเมืองเกียวโต และยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “Rokuonji”

วัดนี้แต่เดิมสร้างเพื่อใช้เป็นบ้านพักของท่านโชกุนอาชิกาก้า โยชิมิสุ(Ashikaga Yoshimitsu) และท่านมีความตั้งใจยกบ้านพักแห่งนี้ให้เป็นวัดนิกายเซนภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิต

วัดคินคะคุจิมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม โดยเฉพาะมุมด้านหน้าใกล้กับทางเข้าวัดซึ่งเป็นภาพที่วัดสีทองอร่ามที่มีสวนอยู่โดยรอบเป็นเงาสะท้อนกับน้ำในสระ เป็นมุมที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจกันเยอะที่สุด อาคารเดิมของวัดนั้นถูกไฟไหม้หลายต่อหลายครั้งในอดีต รวมถึงในช่วงสงครามโอนิน (Onin ) ในปี 1950 เกิดสงครามกลางเมืองที่ได้ทำลายสถานที่สำคัญๆของเกียวโตไปหลายแห่งรวมถึงวัดแห่งนี้ด้วย และได้มีการสร้างวัดนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1955 ซึ่งอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.talonjapan.com/kinkakuji-temple/)

เดินชม กันพอสมควร เดินออกมาหน้าวัด จากวัดทอง นั่งรถเมล์สาย 12 ไปลงที่ป้าย Nijojo-mae เที่ยว ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ปิด 17.00 น. มาทันเวลารอบสุดท้าย ก่อนจะปิดครึ่ง ชม.

ปราสาทนิโจ(Nijo Castle)เป็นหนึ่งในปราสาทที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1603 เพื่อใช้เป็นที่พักของท่านโชกุนโทคุกาวะ ซึ่งเป็นโชกุนคนแรกในสมัยเอโดะ (ยุคเอโดะ 1603-1867) การสร้างปราสาทแห่งนี้ใช้เวลายาวนานกว่าจะสร้างเสร็จ ประมาณ 23 ภายหลังจากนั้นก็ได้มีการต่อเติมและสร้างเพิ่มขึ้นอีก

หลังจากหมดยุคราชวงศ์โทคุกาวะในปี 1867 ปราสาทนิโจถูกใช้เป็นพระราชวังสำหรับราชวงศ์ หลังจากนั้นปราสาทจึงได้ถูกมอบให้กับเมืองเกียวโตและเปิดให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อประชาชนเข้าเยี่ยมชม ปราสาทนิโจมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นที่สวยงามและได้รับมอบหมายให้เป็นสถานที่ทางมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโกในปี 1994

ปราสาทนิโจ ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ
1. ฮอนมารุ – honmaru (ปราสาทชั้นใน)
2. นิฮอนมารุ – ninomaru (ปราสาทชั้นนอก)
3. สวนและกำแพงหินที่โอบล้อมปราสาททั้งหมด

(อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.talonjapan.com/nijo-castle/)

เดินชมในปราสาทนิโจ ประมาณเกือบชม. ก็ นั่งรถไฟ Subway จาก Nijojomae ไปลงที่ Karasumaoike เปลี่ยนสาย ต่อไปที่ สถานี Shijo (210 yen)เพื่อไป เที่ยวตลาดนิชิกิ (Nishiki market) เปิด 09.00 – 18.00 มีอาหารทะเลสดๆ อาหารสำเร็จรูป โซบะ ไดฟุกุสตรอเบอรี่ เกาลัด แซลมอน โดนัทเต้าหู้ ร้านเบเกอรี่ Patisserie Au Grenier D’or และ อาหารอร่อยๆ มากมาย

aUntitled.jpg

ประมาณ ทุ่มกว่าๆ ก็ ได้เวลา เดินทางกลับโอซาก้า จากสถานีรถไฟ Karasuma (Hanyku Kyoto line ltd. Exp. For Umerda) ไปลงที่ Umeda (400 yen)นั่ง subway ต่อ ไปลง Namba (240 yen)ออกทาง Ext. 14 เพื่อไปเที่ยว ช้อปปิ้ง และหาอะไรทาน กันที่ Dotonbori และ ชินไซบาชิ ป้ายกูลิโกะ ต่อคิวยาวเพื่อซื้อทาโกะยากิ ร้านดัง จริงๆ ก็ต่อคิวยาวเกือบทุกร้าน โดยเฉพาะร้านซูชิสายพาน กับร้านทาโกะยากิ แถวนี้มีร้านค้าปลอดภาษีเยอะแยะ แต่ต้องซื้อตั้งแต่ 5,000 เยน ขึ้นไป ปลอดภาษี 8% ค่ะ เดินกันมาทั้งวัน เมื่อยพอสมควร ก็ต้องเดินกลับที่พัก กว่าจะได้นอนพักผ่อน หลังเที่ยงคืน มีความรู้สึกว่าเหมือนมาเข้าค่ายมากกว่ามาเที่ยว 55+

untitled

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s